Tank 300 ใหม่ 2026 เปิดตัวในจีน ยกเครื่อง 553 จุด เพิ่มไฮบริด Hi4-Z 560 kW เริ่ม 199,800 หยวน (ราว 999,000 บาท)

Tank 300 ใหม่ เจนเนอเรชันที่สอง เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศจีนแล้วเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2026 โดย GWM ยกเครื่องรถออฟโรดรุ่นหัวใจของแบรนด์ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เปิดตัว ด้วยการอัปเกรดรวม 553 จุดทั่วคัน มีให้เลือก 5 รุ่นย่อย ครอบคลุมทั้งเครื่องยนต์เบนซิน ดีเซล และปลั๊กอินไฮบริด Hi4-T กับ Hi4-Z ราคาเริ่มต้น 199,800 หยวน หรือประมาณ 999,000 บาท ที่เด็ดคือรุ่นไฮบริดตัวแรง 560 กิโลวัตต์ ทำอัตราเร่ง 0-100 ได้ใน 4.3 วินาที บทความนี้สรุปทุกสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับรถลุยทรงกล่องโฉมใหม่คันนี้ พร้อมวิเคราะห์ว่าทำไม GWM ต้องทุ่มขนาดนี้ และคนไทยควรจับตาอะไร
Tank 300 ใหม่เปิดตัวมีกี่รุ่น ราคาเริ่มต้นเท่าไหร่?
Tank 300 เจนเนอเรชันใหม่มีทั้งหมด 5 รุ่นย่อยใน 3 ขุมพลัง รุ่นเบนซินเริ่มต้น 199,800 หยวน (ประมาณ 999,000 บาท) รุ่นดีเซลเริ่ม 234,800 หยวน (ประมาณ 1.17 ล้านบาท) รุ่นฐานล้อยาว Tank 300L Hi4-T ปลั๊กอินไฮบริดเริ่ม 249,800 หยวน (ประมาณ 1.25 ล้านบาท) และรุ่นท็อป Hi4-Z ราคา 259,800 หยวน (ประมาณ 1.30 ล้านบาท) โดยราคาจริงของสองรุ่นไฮบริดถูกกว่าราคาพรีเซลที่ประกาศเมื่อ 6 กรกฎาคมถึงคันละ 10,000 หยวน (ประมาณ 50,000 บาท)

การลดราคาต่ำกว่าพรีเซลตอนเปิดตัวจริงเป็นสัญญาณที่อ่านได้สองทาง ทางหนึ่งคือ GWM ต้องการสร้างกระแส “คุ้มเกินคาด” ให้ลูกค้าที่ลังเลรีบตัดสินใจ อีกทางหนึ่งสะท้อนแรงกดดันการแข่งขันในตลาดออฟโรดจีนช่วงราคา 200,000–300,000 หยวน (ราว 1.00–1.50 ล้านบาท) ที่รถรุ่นนี้ต้องปะทะโดยตรงกับ BYD Fang Cheng Bao Bao 5 และ Ford Bronco เวอร์ชันจีน ซึ่งต่างอัดเทคโนโลยีและตั้งราคาดุดันไม่แพ้กัน
ต้องเข้าใจก่อนว่ารถรุ่นนี้ไม่ใช่แค่สินค้าหนึ่งตัวในพอร์ต แต่คือรุ่นที่สร้างแบรนด์ Tank ขึ้นมาทั้งแบรนด์ นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกช่วงปลายปี 2020 เจ้ากล่องเหลี่ยมคันนี้จุดกระแสรถออฟโรดราคาจับต้องได้ในจีนจนกลายเป็นปรากฏการณ์ ยอดจองล้นจนต้องหยุดรับออเดอร์มาแล้ว และตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็ยืนหนึ่งเป็นตัวทำยอดหลักของแบรนด์มาโดยตลอด การที่ GWM เลือกทุ่มทรัพยากรยกเครื่องรุ่นนี้ก่อนใครจึงสมเหตุสมผลที่สุด เพราะถ้าหัวหอกทื่อ ทั้งแบรนด์ก็เดินต่อยาก
สิ่งที่ทำให้การเปิดตัวครั้งนี้ต่างจากการไมเนอร์เชนจ์ทั่วไปคือขนาดของการเปลี่ยนแปลง GWM ระบุว่ามีการอัปเกรด 553 รายการทั่วทั้งคัน ชิ้นส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นของใหม่ และเป็นครั้งแรกที่ระบบปลั๊กอินไฮบริดสมรรถนะสูง Hi4-Z ถูกนำมาลงในรถรุ่นนี้ จากเดิมที่สงวนไว้ให้รุ่นใหญ่กว่าอย่าง Tank 500
ดีไซน์ Tank 300 ใหม่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างไร?
ภาพรวมยังจงใจรักษาบุคลิกเดิมไว้ครบ ทั้งทรงกล่องเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์และไฟหน้ากลมสไตล์เรทโทร แต่จุดสังเกตใหม่ที่ชัดที่สุดคือกระจังหน้าซึ่งเปลี่ยนมาใช้ตัวอักษร “TANK” สีดำพาดเต็มแนว แทนลุคโครเมียมแบบเดิม ให้ภาพลักษณ์ดิบและทันสมัยขึ้น ส่วนตัวถังรุ่นเครื่องยนต์สันดาปคงฐานล้อ 2,750 มิลลิเมตรเท่าเดิม

ไฮไลต์เชิงวิศวกรรมอยู่ที่รุ่นไฮบริดฐานล้อยาวซึ่งห้อยตัวอักษร L ต่อท้ายชื่อรุ่น โดยขยายฐานล้อเป็น 3,010 มิลลิเมตร ยาวขึ้นจากรุ่นก่อนหน้าถึง 260 มิลลิเมตร การยืดฐานล้อระดับนี้ไม่ใช่แค่เพิ่มพื้นที่วางขาแถวหลัง แต่ยังช่วยเรื่องเสถียรภาพทางตรงและการวางแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ใต้พื้นรถ แลกกับมุมคร่อมสันเขา (breakover angle) ที่ท้าทายขึ้นในการลุยเส้นทางสมบุกสมบัน ซึ่งเป็นสมการที่วิศวกรออฟโรดต้องชั่งน้ำหนักเสมอ
อีกรายละเอียดที่สายแคมป์น่าจะถูกใจคืออุปกรณ์ติดตั้งจากโรงงานสายเอาต์ดอร์ ทั้งวิทยุสื่อสารในตัว เครื่องผลิตออกซิเจน และอุปกรณ์สื่อสารผ่านดาวเทียม สะท้อนว่า GWM ไม่ได้ขายแค่รถ แต่พยายามสร้างระบบนิเวศออฟโรดครบวงจรรอบตัวแบรนด์ Tank
ขุมพลัง Hi4-T กับ Hi4-Z ต่างกันอย่างไร วิ่งไฟฟ้าได้ไกลแค่ไหน?
Hi4-T คือระบบปลั๊กอินไฮบริดขับเคลื่อนสี่ล้อแบบเพลาเชื่อมถึงกัน (non-decoupled) เน้นความทนทานในการลุย ใช้มอเตอร์หน้า 130 กิโลวัตต์กับแบตเตอรี่ 37.1 kWh วิ่งไฟฟ้าล้วนได้ประมาณ 93 กิโลเมตรตามมาตรฐาน EPA โดยประมาณ (105 กิโลเมตร WLTC) ระยะทางรวมราว 813 กิโลเมตร EPA โดยประมาณ (913 กิโลเมตรตามที่ผู้ผลิตประกาศ) ส่วน Hi4-Z เป็นสถาปัตยกรรมแยกเพลาอิสระ (decoupled) เน้นสมรรถนะ ใช้มอเตอร์หน้า 180 กิโลวัตต์ มอเตอร์หลัง 200 กิโลวัตต์ แบตเตอรี่ 59.6 kWh วิ่งไฟฟ้าได้ประมาณ 178 กิโลเมตรตามมาตรฐาน EPA โดยประมาณ (200 กิโลเมตร WLTC) ระยะทางรวมราว 999 กิโลเมตร EPA โดยประมาณ (1,122 กิโลเมตรตามที่ผู้ผลิตประกาศ)

| รายการ | 300L Hi4-T (ฐานล้อยาว) | Hi4-Z (ตัวแรง) |
|---|---|---|
| ราคาจีนเริ่มต้น | 249,800 หยวน (ราว 1.25 ล้านบาท) | 259,800 หยวน (ราว 1.30 ล้านบาท) |
| สถาปัตยกรรม 4WD | เพลาเชื่อม (non-decoupled) | เพลาแยกอิสระ (decoupled) |
| มอเตอร์ | หน้า 130 kW | หน้า 180 kW + หลัง 200 kW |
| กำลังรวมระบบ | — | 560 kW |
| แบตเตอรี่ | 37.1 kWh | 59.6 kWh |
| ไฟฟ้าล้วน EPA โดยประมาณ (WLTC) | ~93 กม. (105 WLTC) | ~178 กม. (200 WLTC) |
| ระยะทางรวม EPA โดยประมาณ (ค่าผู้ผลิต) | ~813 กม. (913 กม.) | ~999 กม. (1,122 กม.) |
| 0-100 กม./ชม. | 6.1 วินาที | 4.3 วินาที |
สำหรับคนที่สงสัยว่าสองสถาปัตยกรรมนี้ต่างกันอย่างไรในการใช้งานจริง อธิบายง่ายๆ ได้ว่าระบบเพลาเชื่อมของ Hi4-T ยังคงกลไกส่งกำลังเชิงกลถึงล้อทั้งสี่ตลอดเวลาแบบรถลุยดั้งเดิม จึงไว้ใจได้ในสถานการณ์หนักหน่วง เช่น ปีนหินหรือลุยโคลนลึกที่ต้องการแรงบิดต่อเนื่องไม่มีสะดุด ส่วนระบบเพลาแยกอิสระของ Hi4-Z ให้มอเตอร์หน้าและหลังทำงานเป็นเอกเทศ คอมพิวเตอร์จึงเกลี่ยแรงบิดซ้ายขวาหน้าหลังได้ละเอียดและฉับไวกว่า เหมาะกับการขับสมรรถนะสูงบนถนนและทางฝุ่นความเร็วสูง แลกกับความซับซ้อนของระบบที่มากขึ้น การมีให้เลือกทั้งสองแบบในรุ่นเดียวกันจึงเท่ากับครอบคลุมผู้ใช้สองสายที่เดิมต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
ตัวเลขที่สะดุดตาที่สุดคือกำลังรวม 560 กิโลวัตต์ หรือกว่า 750 แรงม้าของรุ่น Hi4-Z ซึ่งพารถกล่องเหลี่ยมทรงสูงคันนี้พุ่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 4.3 วินาที เร็วระดับรถสปอร์ต ขณะที่ยังแบกความสามารถลากจูงที่ผ่านการรับรอง 2.5 ตัน และจ่ายไฟออกนอกตัวรถ (V2L) ได้สูงสุด 6 กิโลวัตต์ เพียงพอสำหรับตั้งแคมป์พร้อมเครื่องใช้ไฟฟ้าครบชุดได้สบาย
ห้องโดยสารและระบบช่วยขับโฉมใหม่ได้อะไรมาบ้าง?
ภายในเปลี่ยนมาใช้จอเรือนไมล์ดิจิทัล 12.3 นิ้ว คู่กับจอกลางลอยขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด 2.5K รันระบบปฏิบัติการ Coffee OS 3 ที่ผสานผู้ช่วย AI สั่งงานด้วยเสียง Coffee GPT ส่วนระบบช่วยขับ รุ่นไฮบริดติดตั้งเซนเซอร์รวม 27 ชิ้น ประกอบด้วย LiDAR 1 ตัว เรดาร์คลื่นมิลลิเมตร 3 ตัว กล้องความละเอียดสูง 11 ตัว และเซนเซอร์อัลตราโซนิก 12 ตัว ทำงานร่วมกับระบบ Coffee Pilot 3 รองรับการนำทางอัตโนมัติ NOA ทุกสภาพเส้นทาง พร้อมโหมดเฝ้าระวังรอบคัน (Sentry Mode)

มีข้อควรรู้สำคัญหนึ่งข้อ ระบบช่วยขับชุดเต็มพร้อม LiDAR สงวนไว้เฉพาะรุ่นปลั๊กอินไฮบริดเท่านั้น ส่วนรุ่นเบนซินและดีเซลใช้ระบบช่วยขับแบบกล้องล้วน (vision-only) ใครที่ให้น้ำหนักกับฟีเจอร์ขับกึ่งอัตโนมัติเป็นหลัก ต้องขยับงบไปรุ่นไฮบริดสถานเดียว ซึ่งเป็นการจัดลำดับออปชันที่ผลักลูกค้าขึ้นรุ่นแพงอย่างแนบเนียน
การยกระดับห้องโดยสารครั้งนี้ทำให้รถออฟโรดที่เคยถูกมองว่า “ดิบ” กลายเป็นรถที่ใช้งานในเมืองได้สบายขึ้นมาก เทรนด์เดียวกับที่เราเห็นในเอสยูวีทรงกล่องรุ่นใหม่ๆ อย่าง Chery iCar V27 ที่ยืนยันเข้าไทยปลายปี 2026 ซึ่งจับกลุ่มลูกค้าสายลุยที่ไม่อยากทิ้งความสะดวกสบายเช่นกัน
ทำไม GWM ต้องยกเครื่องรุ่นนี้ และคนไทยควรจับตาอะไร?
เหตุผลหลักคือยอดขายของแบรนด์ Tank กำลังหดตัวแรง เดือนมิถุนายน 2026 ขายได้ 15,713 คัน ลดลง 27.16% จากปีก่อน และครึ่งปีแรกขายรวม 92,653 คัน ลดลง 10.62% สัดส่วนต่อยอดขายรวมของ GWM หดจาก 18.19% เหลือ 15.87% ขณะที่รถรุ่นนี้คือหัวหอกทำยอดของทั้งแบรนด์ การยกเครื่องครั้งใหญ่จึงเป็นการตอบโต้เชิงรุกก่อนเสียตำแหน่งให้คู่แข่งที่ไล่บี้ขึ้นมา

ภาพใหญ่กว่านั้น GWM ทั้งเครือขายรถเดือนมิถุนายนได้ 108,080 คัน ลดลงเล็กน้อย 2.36% แต่ตลาดต่างประเทศกลับโตแรงถึง 50.16% และคิดเป็นสัดส่วน 55.67% ของยอดขายทั้งหมด แปลว่าตลาดส่งออกกลายเป็นเครื่องยนต์หลักของค่ายไปแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับจังหวะที่ค่ายเพิ่งเปิดพรีเซล GWM H10 เอสยูวีทรงกล่องรุ่นเรือธงบนแพลตฟอร์ม Global One ที่ออกแบบมาเพื่อทำตลาดทั่วโลกตั้งแต่ต้น
สำหรับบ้านเรา GWM ทำตลาดรถรุ่นนี้ในเจนเนอเรชันแรกอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 2023 ในชื่อ Tank 300 HEV ส่วนเจนเนอเรชันใหม่ยังไม่มีการประกาศแผนเข้าไทย ณ วันที่เขียนบทความ แต่ด้วยยุทธศาสตร์ที่พึ่งพาตลาดส่งออกมากขึ้นเรื่อยๆ บวกกับฐานลูกค้าสายลุยในไทยที่เหนียวแน่น โอกาสที่โฉมใหม่จะตามมาจึงมีน้ำหนักไม่น้อย คำแนะนำของทีมงานคือ ใครที่กำลังจะตัดสินใจซื้อโฉมปัจจุบัน ควรสอบถามผู้จำหน่ายเรื่องแผนโฉมใหม่ให้ชัดก่อน เพื่อไม่ให้ซื้อแล้วตกรุ่นเร็วเกินคาด
อีกมุมที่ควรมองคือจังหวะเวลา ตลาดรถลุยและเอสยูวีทรงกล่องในไทยกำลังคึกคักขึ้นชัดเจน ทั้งจากค่ายจีนที่ทยอยส่งรถกลุ่มนี้เข้ามาทำตลาด และจากพฤติกรรมผู้บริโภคสายแคมป์ปิ้งที่เติบโตต่อเนื่องหลายปี รถกลุ่มนี้จึงไม่ใช่ตลาดเฉพาะกลุ่มเล็กๆ อีกต่อไป ยิ่งเมื่อเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดทำให้รถลุยประหยัดน้ำมันในเมืองได้จริงและจ่ายไฟตั้งแคมป์ได้ในตัว จุดอ่อนดั้งเดิมของรถประเภทนี้ก็ถูกลบไปทีละข้อ คำถามที่เหลือจึงไม่ใช่ว่ารถแบบนี้จะขายได้ไหม แต่คือค่ายไหนจะนำเข้ามาในสเปกและราคาที่โดนใจคนไทยก่อนกัน
หมายเหตุ: ราคาทั้งหมดในบทความเป็นราคาจำหน่ายในประเทศจีน ไม่ใช่ราคาไทย คิดที่อัตรา 1 หยวน ≈ 5.00 บาท (อัตรากลางธนาคารแห่งประเทศไทย 30 ก.ย. 2569) ตัวเลขบาทเป็นค่าประมาณเพื่อเทียบสเกล ระยะ EPA โดยประมาณคำนวณโดยทีม EV Ocean จากตัวเลขที่ผู้ผลิตประกาศ (CLTC×0.75 · WLTP/WLTC×0.89 · NEDC×0.70) ไม่ใช่ผลทดสอบของหน่วยงาน EPA สหรัฐ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: Tank 300 ใหม่ราคาเท่าไหร่?
ตอบ: ในจีนเริ่มต้น 199,800 หยวน (ประมาณ 999,000 บาท) สำหรับรุ่นเบนซิน ส่วนรุ่นท็อปปลั๊กอินไฮบริด Hi4-Z ราคา 259,800 หยวน (ประมาณ 1.30 ล้านบาท) ยังไม่มีราคาไทย
ถาม: รุ่นไฮบริดวิ่งไฟฟ้าล้วนได้กี่กิโลเมตร?
ตอบ: Hi4-T วิ่งได้ประมาณ 93 กิโลเมตร EPA โดยประมาณ (105 กิโลเมตร WLTC) ส่วน Hi4-Z วิ่งได้ประมาณ 178 กิโลเมตร EPA โดยประมาณ (200 กิโลเมตร WLTC)
ถาม: โฉมใหม่จะเข้าไทยเมื่อไหร่?
ตอบ: ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ ปัจจุบันไทยจำหน่ายเจนเนอเรชันแรกรุ่น HEV ผ่าน GWM ประเทศไทย หากมีความเคลื่อนไหวทีมงานจะรายงานทันที
ถาม: รุ่นเบนซินกับดีเซลได้ระบบช่วยขับเหมือนรุ่นไฮบริดไหม?
ตอบ: ไม่เหมือน รุ่นเครื่องยนต์สันดาปใช้ระบบช่วยขับแบบกล้องล้วน ส่วนชุดเซนเซอร์เต็ม 27 ชิ้นพร้อม LiDAR และ Coffee Pilot 3 ติดตั้งเฉพาะรุ่นปลั๊กอินไฮบริด
เรียบเรียงโดยทีมข่าว EV Ocean — ตรวจสอบข้อมูลโดยทีม EV Ocean · อัปเดต 20 กรกฎาคม 2026
แหล่งข้อมูล: CnEVPost (19 ก.ค. 2026) — สเปกและราคาอ้างอิงการเปิดตัวทางการในตลาดจีน
- Denza Z9S เผยโฉมทางการครั้งแรก ซีดานไฟฟ้าสี Morning Glow Purple ท้าชน Xiaomi SU719 ก.ค. 2026
- GWM H10 เปิดพรีเซลในจีน SUV ปลั๊กอินไฮบริดทรงกล่อง 590 แรงม้า วิ่งรวมราว 1,053 กม. EPA เริ่ม 214,800 หยวน (ราว 1.07 ล้านบาท)19 ก.ค. 2026
- Avatr 07L เปิดพรีเซลในจีน SUV ไฟฟ้า 5 ที่นั่งตัวใหญ่ เริ่ม 249,900 หยวน (ราว 1.25 ล้านบาท) วิ่งไกล 544 กม. EPA โดยประมาณ18 ก.ค. 2026
- Nio Firefly เปิดซีรีส์ใหม่ Halo รถคันแรกเดบิวต์ 20 ก.ค.นี้ หลังยอดส่งมอบสะสมทะลุ 70,000 คัน18 ก.ค. 2026
- XPeng Mona L03 เปิดตัวทางการที่มิวนิก กดราคาต่ำกว่าพรีเซล 2 หมื่นหยวน (ราว 100,000 บาท) — ยอดจองทะลุ 20,000 คันใน 7 นาที17 ก.ค. 2026

































